แฟชั่นกับตัวตนผู้หญิงทุกคนต้องหาให้เจอ

แฟชั่นกับตัวตนผู้หญิงทุกคนต้องหาให้เจอ

 

แฟชั่นกับตัวตนผู้หญิงทุกคนต้องหาให้เจอ

แฟชั่นกับตัวตนผู้หญิงทุกคนต้องหาให้เจอ

ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะในยุคปัจจุบัน เรามาถึงยุคที่สามารถรู้ได้ว่า เราเหมาะกับอะไร และอะไรที่ใช่ บ่อยครั้งที่ “ความชอบ” และ “ความใช่” มันมักจะขัดแย้งเสมอ แม้ว่าคำว่า “แฟชั่น” จะไม่มีถูกผิดก็ตาม

ลองนึกเล่นๆ ดู ชุดสวยๆ 1 ชุด แต่ทำไมผู้หญิง 2 คน ถึงใส่ออกมาได้แตกต่างกัน ดูไม่สวยเหมือนกัน บางคนอาจใส่ออกมาแล้วดูไม่ดีไปเลย เคยสงสัยกันมั้ยคะ? มาค่ะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบ จาก “ศุนยตา ประเสริฐกุล” หรือ “โค้ชออม” กูรูด้านแฟชั่นและสไตล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ตัวตนและบุคลิกภาพ ได้บอกเล่ากับเราว่า…อะไรมีอิทธิพลต่อการแต่งตัว และการแต่งตัวมีผลต่อบุคลิกภาพ และสไตล์บุคลิกภาพนั้น ก็มีผลต่อความสำเร็จและพลังเชิงบวก เราจะขอเรียกมันว่า “จิตวิทยาแฟชั่น” เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจตรงกัน

โค้ชออม เริ่มเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวดังกล่าว โดยเน้นลงรายละเอียดไปในส่วนของ 2 หัวข้อหลัก คือเรื่องของ “สไตล์” และ “สี”  ที่มีอิทธิพต่อความงามแฟชั่นและภาพลักษณ์โดยตรงของผู้หญิง ว่า  ภาพลักษณ์ = ความสำเร็จ   จริงๆ แล้วการแต่งตัว แฟชั่น สไตล์ รวมไปถึงสีสัน ทุกอย่างมันสะท้อนความเป็น “ผู้หญิง” ในแบบที่เป็นตัวตนของของเรา ดังนั้นการที่จะบอกว่า เราเหมาะสมกับอะไร สไตล์ไหนที่ทำให้เราดูดี แล้วส่งผลให้เสริมสร้างบุคลิกภาพของผู้หญิง มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน จริงๆ เราจะเห็นได้ว่า ผู้หญิงที่เป็นคนสำคัญของโลก หรือระดับประเทศล้วนแต่ต้องผ่านขั้นตอนการค้นหาตัวเองมาแล้วทั้งสิ้น ด้วย “ภาพลักษณ์” มีอิทธิพลโดยตรงต่อความสำเร็จของบุคคลคนนั้น ทำให้ผู้หญิงแต่ละคน ควรรู้จักตัวเอง หรือหาตัวเองให้เจอนั่นเอง

เวอร์ชั่นที่ดีที่สุด
การวิเคราะห์สไตล์บุคลิกภาพ หรือ Personality Style ก็คือการค้นหาตัวเอง เพื่อแฟชั่น การแต่งตัว และบุคลิกภาพ ถ้าจะให้พูดถึงนิยามก็คือ “การหาตัวตนในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” จริงๆ แล้วมันมากกว่าสไตล์ บุคลิกภาพ แฟชั่น และการแต่งตัว เพราะมันคือภาพรวมของผู้หญิงคนหนึ่ง เรามีหน้าที่หาสิ่งที่ดีสุดที่อยู่กับตัวเค้า ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ว่ารูปร่างส่วนไหนดีที่สุด สไตล์แบบไหนเหมาะ สีสันโทนไหนดีที่สุด เมื่อสวมใส่เข้าไปแล้วเค้าจะเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมา

ผู้หญิงมันไม่เพอร์เฟกต์
ผู้หญิงทุกคนมันไม่เพอร์เฟกต์อยู่แล้ว ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ในทุกเรื่อง ก่อนที่เราจะวิเคราะห์ตัวตนเค้า เราจะบอกเรื่องวิธีคิดก่อนว่า ไม่ว่าจะอ้วน จะผอม สวยหรือไม่สวย จริงๆ แล้วมันไม่เกี่ยวหรอก มันเกี่ยวกับ “วิธีคิด” ยกตัวอย่าง เราขาใหญ่สะโพกใหญ่นะ แต่เราไม่โฟกัสตรงนั้นเลย ถ้าเราไม่โฟกัส คนอื่นก็จะไม่โฟกัส นี่แหละคือวิธีคิดสำหรับผู้หญิง เราต้องคิดได้แบบนี้ก่อน

คนเรามี “หยิน-หยาง”
ในตัวมนุษย์ทุกคน ผู้หญิงทุกคนมันจะมีความเป็น “หยินและหยาง” ทุกคนต้องมี 2 ฝั่ง สำหรับ “หยาง” นั่นคือตัวแทนของ “ผู้ชาย” ส่วน “หยิน” ตัวแทนของ “ผู้หญิง” อย่างบางคนชอบพูดว่า ตัวเองมี 2 บุคลิก มันก็เป็นไปได้ และไม่ใช่เรื่องแปลก บางทีก็มีคนถามว่า บางวันก็อยากแต่งสบายๆ บางวันก็อยากแต่งเซ็กซี่ๆ มันเกิดขึ้นก็เพราะว่า เราทุกคนล้วนมีหยินหยางในตัวเอง

หาตัวเองให้เจอ
ผู้หญิงบางคนแต่งตัวไม่เป็น แต่อยากเข้าสังคม หรือบางคนเริ่มทำธุรกิจและต้องการที่จะมีภาพลักษณ์ที่ดี น่าเชื่อถือ เราก็ต้องวิเคราะห์และหาสิ่งที่เหมาะสมให้กับเค้า หลายคนเราหาตัวตนให้เค้าได้แล้ว เค้าก็ให้เราไปจัดตู้เสื้อผ้าให้เลย บางคนให้พาไปช็อปปิ้งก็มี เพราะอะไร? เพราะทุกคนไม่รู้ว่าตัวเองมีดีตรงไหน ก็เลยไม่มีความมั่นใจ พอเราเข้าไปช่วยเค้าค้นหาตัวเอง พลังเชิงบวก ความมั่นใจ ทุกอย่างก็จะตามมา และความเป็นตัวตนของเค้า ก็จะกลายเป็นตัวผลักดันให้เค้าเกิดความสำเร็จในสิ่งที่เค้าทำ

ผู้หญิงที่เพอร์เฟกต์ที่สุด

 

เรามองว่า ทุกคนมีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ข้างใน แค่ทุกคนไม่รู้ตัว เราจึงทำหน้าที่แค่เป็นคนไปบอกเค้าว่า เฮ้ย…คุณมีสิ่งนี้นะ คุณมีรูปร่างจุดนี้ดีนะ ตรงนี้ดีที่สุดให้คุณเชื่อมั่นในรูปร่าง บวกกับการใช้สีที่เหมาะ แล้วโทนสีนี้แหละที่เหมาะกับคุณ สไตล์การแต่งตัวแบบนี้ มันเข้ากับบุคลิกภาพคุณที่สุด ดังนั้นคุณจงสวมใส่มันอย่างมั่นใจ…แค่นั้นเอง! เพราะจริงๆ แล้วทุกคน ล้วนมีสไตล์ ทุกสไตล์มีความเลอค่า แค่เราหาสไตล์ที่มันใช่กับตัวเอง คือถ้ามันเป็นตัวเรา เราจะเป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟกต์ที่สุด

สไตล์สะท้อนตัวตน
Personality Style หรือสไตล์บุคลิกภาพ มันคือตัวตนที่อยู่ข้างใน เรากำลังจะตามหาสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราเป็น ทั้งหมดมันก็จะเชื่อมโยงถึงการแต่งตัว แต่อันดับแรกเราต้องหาสไตล์ที่เราเป็นก่อน อย่างเช่น เราชอบสไตล์คลาสสิก คลาสสิกมันก็สามารถแต่งเป็นสตรีทได้เหมือนกัน แต่เป็นสตรีทแบบคลาสสิก คลาสสิกก็คือ จะแต่งอะไรก็ได้ที่เป็น ขาว ดำ และถ้าจะแต่งสตรีท ก็อาจจะเป็นเสื้อยืดเป๊ะๆ คัตติ้งนิดนึง กับกางเกงยีนส์ขาดๆ แต่คัตติ้งเลิศอะไรแบบนี้ แล้วก็ต่างหูหนึ่งอันก็พอ นี่คือตัวอย่าง

เอาอยู่ VS มันไม่ใช่ตัวเรา
เมื่อหาตัวเองได้แล้ว แฟชั่นก็จะตามมา เราก็จะได้เลือกแฟชั่นให้เหมาะสม เมื่อไหร่สวมใส่ก็จะลงตัว แต่ก็มีหลายๆ คน ที่พยายามจะเป็นสไตล์นั้นๆ แต่เอาไม่อยู่ ทำไมเราเห็นเค้าใส่แล้วใส่ตาม มันไม่เป็นเหมือนเค้า นั่นเพราะมันไม่ใช่ตัวเรา แต่มันต้องมาจากภายใน

6 ประเภทที่ต้องรู้!
Personality Style หรือสไตล์บุคลิกภาพ แบ่งออกเป็น 6 ประเภท

1. Dramatic
บุคลิกภาพ : ลึกลับ ซับซ้อน สะท้อนลุค ที่มีความมั่นใจ แข็งแรง แกลม พลังงานสูง ทำให้ดูมีระดับ ดูมีพลังในตัวเอง มั่งคั่ง ทุกอย่างคือหรูหรา

แต่งตัว : นำเทรนด์สุดๆ สีสันจัดจ้าน แฟชั่นชั้นสูง ดูแพง

2. Aristocratic
บุคลิกภาพ : มีพลัง ชอบผจญภัย ลุคเหมือนราชา ราชินี ซับซ้อนแต่เข้าถึงได้ รักในวัฒนธรรม เสียงแข็งพูดช้า เหมือนพวกขุนนางชั้นสูง ชอบไปเล่นสกี ขี่ม้า ปีนเขา มีความสุขกับมาตรฐานสูง

แต่งตัว : มีความทะมัดทะเเมงในตัว ถึงแม้จะชอบการผจญภัยแต่ต้องแต่งตัวที่มีความหรูหรา อย่างใส่บู้ท แต่ไม่เน้นแต่งหน้า

3. Natural
บุคลิกภาพ : เด็กผู้หญิงสดใส ชอบความสบายๆ มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด แต่มั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง สิ่งของภายนอกไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ชอบความเป็นธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม

แต่งตัว : เน้นสะดวกสบาย ใส่เสื้อผ้าด้วยความมั่นใจ เรียบง่าย เน้นผ้าลินิน ผ้าธรรมชาติ แต่งหน้าน้อยมาก

4. Classic
บุคลิกภาพ : เป็นระเบียบ เนี้ยบ เป๊ะ ประณีต มีมารยาทบนโต๊ะอาหารอย่างดีเยี่ยม มีรสนิยมที่ดี มีวัฒนธรรม ชอบควบคุม สั่งการ หรือบงการ

แต่งตัว : รสนิยมการแต่งตัวดีมาก ทุกอย่างต้องเข้ากัน อย่างสูทคลาสสิก ต้องตัดเย็บอย่างประณีต ดูดี เครื่องประดับต้องเป็นมุก

5. Creative
บุคลิกภาพ : เป็นนักช่างฝัน อยู่ในโลกแห่งนิยาย แต่สนุก อ่อนเยาว์ ธรรมชาติ มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ศิลปิน และแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง

แต่งตัว : ไม่เหมือนใคร เต็มไปด้วยรายละเอียด เสื้อผ้าเน้นสไตล์วินเทจ ลูกไม้ โบว์ระบาย แต่งตัวดีเลิศ ใส่เครื่องประดับเล็กๆ เต็มไปหมด

6. Romantic
บุคลิกภาพ : เซนซิทีฟ ไวต่อเรื่องแสดงความรู้สึก ดูอบอุ่น มั่นใจ กล้าแสดงออก พลังงานสูง หรูหรา เดินย้วยยาด

แต่งตัว : ชอบหรูหรา เซ็กซี่ งานปัก ผ้าซาติน รักส้นสูง แต่งหน้า ทำผม ทำเล็บ

“แฟชั่น” มันไม่มีกรอบ
แต่จากสไตล์ด้านบน ก็ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นสไตล์ไหน แล้วจะไม่สามารถไปแต่งตัวในสไตล์อื่น ซึ่งมันไม่ใช่อย่างแน่นอน แค่เราพรีเซนต์ตัวเองว่า เราจะไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่เป๊ะในกรอบ เพราะใน “แฟชั่น” มันไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีกรอบ สาวๆ สามารถแต่งอะไรก็ได้ แค่เป็นตัวของตัวเอง

ทีนี้เราเข้าใจเรื่อง “สไตล์ส่วนบุคคล” กันแล้ว เรามีรู้จักเรื่องราวของ “สี” กันต่อ ว่าอย่างเช่น “สีแดงเลือดนก” แบบนี้ อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะคะ เรื่องสีอาจไม่สามารถบอกกับสาวๆ ทุกคนได้ แต่อย่างน้อยก็อาจเป็นประโยชน์ให้ทุกคนไปสังเกตด้วยตัวเอง

เรื่องของ “สี”
แต่ละคนมีความเหมาะสมกับ “สี” ไม่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ไม่เหมาะกับสีแดง สีเขียว หรือสีฟ้า แต่หมายถึง “เฉดสี” และ “โทนสี” อย่างเฉดสีและโทนสีที่เกี่ยวข้องกับสไตล์นั้น มีทั้งหมด 10 ฤดู แบ่งเป็น Cool, Warm, Natural การจะหา “สีที่ใช่” ให้ได้นั้น เริ่มจากการค้นหาเม็ดสีเมลานินในผิวเราให้ได้ก่อน ต้องผ่านการวิเคราะห์มากมาย อาจจะต้องใช้เวลาไม่น้อยในการหา แต่ถ้าหาได้แล้ว มันก็จะง่ายต่อการหาฤดูสี

ฤดูของสี
ฤดูสีอย่าง Warm กับ Cool ถ้าเจอสีที่ใช่แล้ว เราต้องมาตรวจวัดว่า สีเหล่านั้น เมื่อเราสวมใส่ไปแล้ว มันจะทำให้สีเด่นกว่าเรา ถ้าสีที่มันไม่ใช่ มันจะกลายเป็นสีที่โดด สวมใส่หรือแต่งเติมไป มันก็ทำให้ดูไม่แมตช์ เพราะอย่าลืมว่า “สีที่ใช่” กับ “สีที่โอเค” มันไม่เหมือนกันค่ะสาวๆ

สีช่วยให้หน้ามีออร่า
ดังนั้นการหาสีที่ใช่ มันจะต้องทำตอนหน้าสด เพราะว่ามันคือการหาสี เราต้องหาสีที่เข้ากับฮีโมโกลบิน เคราติน และเมลานินข้างในตัวเรา คือเมื่อทาบชั้นสีลงไป เราจะเห็นแสงที่ตกกระทบปุ๊บ ถ้ามันสะท้อนทั้ง 3 ตัวที่เรากล่าวถึง สีสันต่างๆ ที่เราสวมใส่หรืออยู่บนเสื้อผ้า มันทำให้หน้าเราผิวเรา “มีออร่า” ไปด้วย

สีเสริมบุคลิก
สีมันมีหลากหลาย ไม่ใช่พอบอกว่า…เราเหมาะกับสีแดงแล้วเราจะใส่แต่สีแดง แต่บอกว่าสีแดง มันจะช่วยเสริมบุคลิกด้านไหน ซึ่งก็ใส่สีอื่นได้ เราก็ต้องดูว่าสีแดงแล้ว แต่เป็นสีแดงเฉดไหน ที่เหมาะกับเรา เราใส่แล้วเราดูมีออร่า ก็โอเค โดยที่เราไม่ต้องไปแต่งเยอะ ใส่สีที่ใช่แล้วไม่ป่วย หน้าดูสดใส ริ้วรอยจางลง จริงๆ การเล่นสีเสื้อผ้าให้แมตช์สีก็เล่นได้นะ แต่ว่าไม่ควรเลือกสีที่ฉูดฉาดจนเกินไป นี่คือส่วนหนึ่งของ Image Style ที่มันทำให้เราเฟรชมากขึ้น มีพลังมากขึ้น

สีเพิ่มพลังความมั่นใจ
การหาสีที่ใช่ ให้คนมีอาร่ามากที่สุด ใส่แล้วผ่อง ดูดีหน้าดูเด็กลง ดูสดใส ใต้ตาสว่างขึ้น ริ้วรอยดูจางลงและดูอ่อนเยาว์ ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา มันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจจากภายใน และเรื่องพลังก็คือ เหมือนถ้าเรารู้สิ่งที่ใช่แล้ว เราใส่สิ่งนั้น เราจะรู้สึกว่าพลังงานเรามีมากขึ้น เช่น …